2005/Oct/06

พอเล่าเรื่องเมื่อกี้จบก้อทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า เรื่องความฝันก้อเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากพูดถึงเหมือนกัน ความฝันคำนี้ผมว่ามันทำให้เกิดอะไรได้หลายๆอย่างเลยทีเดียว

ผมเหมือนจะเคยอ่านเจอว่า แต่ก่อนมนุษย์เราฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่ก้อไม่มีไคบินได้จิงๆสักคน จนวันนึงสองพี่น้องตระกูลไรท์ได้ออกมาประกาศต่อสาธารณชนว่าพวกเค้าสามารถสร้างสิ่งที่ทำให้มนุษย์บินได้สำเร็จ โดยพวกเขาทดลองทำมันอยู่นานหลายต่อหลายครั้งที่พวกเค้าล้มเหลวท้อแท้ ไม่คิดว่าจะทำสำเร็จ แต่ทุกครั้งที่เค้าล้มเค้าก้อจะลุกขึ้นเสมอโดยพวกเค้ามีความฝันเหมือนกันที่ว่ามนุษย์ต้องบินได้ จนในวันนึงพวกเค้าก้อทำมันสำเร็จ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่มีความฝัน ความฝันของแต่ละคนอาจต่างกันไป บางคนฝันว่า อยากเขียนหนังสือ (ผมก้อเป็นหนึ่งในนั้นนะ) อยากเป็นนักดนตรี อยากเป็นหมอ อยากเป็นต่างๆกันไป ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่จะทำให่สิ่งที่เราคิดเป็นจริงได้ล่ะก้อเชื้อเพลิงอย่างดีในการทำปฏิกริยาให้สิ่งเหล่านั้นเกิดก้อไม่ใช่อื่นไกลเลย ผมว่า ความฝัน นี่ล่ะเป็นสิ่งสำคัญเลย เพราะการที่คนเราจะไปถึงจุดหมายได้นั้นก่อนอื่นเราก้อต้องมีความฝันก่อน เราอาจจะเคยได้ยินคำว่าความฝันคือจุดเริ่มของทุกสิ่งเพียงแต่สิ่งที่จะให้ทำสิ่งเหล่านั้นเป็นจริงนั้นไม่ใช่แค่ความฝันอย่างเดียวมันต้องมีความเพียรพยายามอยู่ด้วยไม่น้อยทีเดียว อีกทั้งองค์ประกอบปัจจัยโดยรอบก้อจะเป็นตัวเสริมในด้านการทำให้มันเป็นจริงอีกด้วย เพียงแต่ว่าทุกวันนี้ คนเรามีความฝันกันน้อยลง หรือความฝันของคนเรามันมากเกินไปก้อไม่รู้ ทำให้คนส่วนใหญ่มักไปไม่ถึงที่ฝันกันไว้ พูดถึงตรงนี้ก้อทำให้นึกถึงเพลงป้าแก ป้ากมลาน่ะ55 ที่แกบอกไว้ว่า " อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด "ขนลุกจริงๆ สำหรับท่อนนี้ ผมคิดว่า ป้าแกพูดถูกเลยนะ คนเรามันมีความฝันได้แต่ให้เราอยู่ที่ปัจจุบันแล้วค่อยๆมองไปข้างหน้าหลังจากนั้นจึงค่อยๆก้าวไปอย่างมั่นคง ไม่ใช่เราก้าวเท้านำไปแล้วในขณะที่ยังไม่เห็นทางข้างหน้าเลย ถ้าคนเราทุกคนอยู่กับปัจจุบันแล้วมีความฝันเป็นอนาคตไม่ใช่การนำความฝันมาเป็นปัจจุบันผมว่า ความฝันทั้งหลายมันคงต้องเป็นจริงเข้าสักวันล่ะ ขอเพียงแค่ยังมีความฝันในลมหายใจเข้าออกก้อพอ และแล้วเสียงเพลง bodyslam ก้อดังแว่วมาในหูก่อนค่อยๆเบาลงไป

" ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน....."


edit @ 2005/10/06 03:42:22

2005/Oct/06

วันนี้เพิ่งเส็ดสอบมา มึนมาก เมื่อคืนนอนไม่ได้ความจิงต้องบอกไม่ได้นอนดิ เพราะอ่านไม่ทัน ความจริงทีเกริ่นมาไม่เกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดถึงวันนี้เลย55 พอดีคุยกับวิกเต้อเพื่อนเลิฟอีกแล้วด้วยความที่มันเขียนเรื่องเผาเพื่อนตลอด กูซึ่งไม่เคยได้พูดถึงพวกมึงเลยก้อจะขอบอกเล่าถึงเรื่องพวกมึงในนี้ล่ะกัน

เอาที่ไอ้ซีก่อน ผมเจอเค้าเมื่อสมัยวันปฐมนิเทศที่คณะ ไคว่ะแม่งไอ้เชี่ยนี่ ผมนึกในใจเนียนเค้าไปทั่ว ทำเป็นตีสนิทกะคนทุกคน มึงมาจากกรมประชาสัมพันธ์เหรอว่ะ แต่หลังจากที่ได้คุยกับมันแล้วก้อทำให้ผมค้นพบว่าแม่งคุยเก่งมาก และยิ่งคุยก้อยิ่งถูกคอเป็นอย่างยิ่ง หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาผมก้อเริ่มคบกันแบบจิงจังจนเกินเส้นบางๆระหว่างคำว่าเพื่อนกินกับกินเพื่อน 55 แต่หลังจากที่ระดับความสัมพันธ์ใกล้พุ่งถึงขีดสุดก้อมีเหตุให้ผมกับมันแตกหักกันแบบไม่น่าเชื่อ เพียงแค่เหตุผลว่าแม่งลบเบอร์มือถือกู ผมเลยลบบ้าง หลังจากนั้นผมกับมันก้อห่างเหินกันแต่เพราะชะตาฟ้าที่กำหนดคำว่าเพื่อนสนิทมาผมกับมันซึ่งเรียนภาคเดียวกันก้อยังต้องคุยกันอยู่ เลยทำให้ต้องกลับมาเมมเบอร์(เมม เบอโทสับ)กันใหม่ โดยที่ผมกับมันก้อเข้าใจกันมากกว่าเดิมดังที่ว่า เพื่อนกินทิ้งกันไม่ลงอยู่แล้ว

หลังจากที่ผมรู้จักไอ้ซีได้ไม่นานผมก้อได้มารู้จักกับวิกเต้อเพื่อนกินอีกหนึ่งคนโดยที่คราวนี้สิ่งที่นำเรามาพบกันก้อไม่ใช่อื่นไกลเพราะมันคือเส้นทางกลับบ้านที่นำเรามาบรรจบพบกันโดยวันนั้นเป็นวันที่มีกิจกรรมไรสักอย่างแล้วเลิกดึกผมเดินกลับบ้านคนเดียวด้วยใจเปล่าเปลี่ยวอุราแล้วทันใดนั้นก้อมีเงาคนๆนึงเดินตามหลังมาผมหันขวับกลับไปดูเพราะนึกในใจว่าจะเป็นโจร500ที่ไหนที่แท้ก้อเป็นมันนั่นเอง วิกเต้อ บุรุษที่เกิดเมืองเทคซัส (เท่สาด) แม่งเดินตามมาตั้งนานแล้วเสือกไม่บอก แม่งบอกผมว่าบ้านกูอยู่สามย่าน ผมนึกใจว่ากูไม่ได้ถามสาด แต่ด้วยความมีมานยาด เลยตอบไปว่าสัดกูอยู่สีลมกลับด้วยกันพอดีเลย จึงเดินกลับด้วยกันในค่ำคืนอันเงียบสงัด ผมกับมันคุยกันไปเรื่อยไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ดนตรี กีฬาและความฝัน (พูดแบบเท่ๆตามแบบฉบับหนุ่มถาปัด) ความจิงผมอยากถามมันมากกว่าว่ามึงมีซีดีpoให้กูยืมมั้ย กูอยากได้ayumi akane maria และอื่นๆที่พอจะคิดได้ตอนนั้นแต่ในใจกลับไม่กล้าพอ เลยต้องชวนคุยเรื่องเท่ๆจนถึงบ้านทำให้ผมได้รู้ว่ามันเป็นนักดนตรี มือกลองอันดับ1ของสามย่านในขณะนั้น (ปัจจุบันมันย้ายบ้านแล้ว)หลังจากนั้นผมกับมันก็ลุยแบบถึงไหนถึงกันเรื่อยมา ในขณะที่ไม่ทราบเลยขณะนั้นว่าวิกเต้อมีศักดิเป็นน้องชายของไอ้ซีด้วย

เพื่อนคนสุดท้ายที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้ คือ ไอ้อ้วนเคี้ยง ผมรู้จักมันเป็นคนสุดท้ายเลยก้อว่าได้ถ้าเทียบกับคนอื่นๆที่กล่าวข้างต้น ไม่รู้ช่วงแรกในการเรียนขณะถาปัดไอ้อ้วนมันไปไหนของมัน ความรู้สึกแรกที่เจอมันแล้วผมจำได้คือ มันมาเตะบอลกับผม(ตอนนั้นมีซ้อมบอลกัน) หะแรกที่ผมเห็นมันผมคิดในใจว่าหมอนี่คงฝีมือไม่เท่าไหร่ คงจะวิ่งช้าและเป็นแค่เด็กดั้มที่อ้วนเนิ้ดแต่รักฟุตบอลเป็นชีวิตตามสไตลนักเรียนไทยทั่วไป แต่เมื่อได้รู้จักมันจากในสนามแล้วว่ามันเล่นเก่งใช้ได้เลย เรื่องราวนอกสนามของมันก้อน่าสนใจไปอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นคนแรกๆของปีที่กล้าเปิดเผยมุมมืดของสังคมชายถาปัด นั่นคือการนำซีดี อิชิโกะ มิลค์ มาเปิดตัวแก่ผมและเพื่อนๆ ทำให้ผมสนใจในตัวมันเป็นอย่าง (ความจิงอยากได้ซีดี55) หลังจากนั้นผมก้อพยายามทำตัวเป็นเพื่อนกินกับมันมาตลอดคือกินข้าวเที่ยงด้วยกันตกเย็น ชวนไปกินสามย่านเพื่อหวังผลประโยชน์ และจึงสนิทกับมันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ซึ่งมั้นทั้ง3คนนี้ก้อถือเป็นเพื่อนกินคนแรกๆของผมในขณะถาปัด และคงจะเป็นเพื่อนกินตลอดไป ดังที่ว่า " มีแค่เส้นบางๆระหว่างคำว่าเพื่อนกินกับกินเพื่อน "


edit @ 2005/10/06 02:20:30

2005/Oct/04

พูดถึงฝนแล้วผมก้อนึกขึ้นมาได้อยู่เรื่อง เคยได้ยินมาว่าคนสมัยก่อนบอกว่า ฟ้าหลังฝนมักจะสวยงามเสมอ ผมไม่เคยคิดจะเชื่อเท่าใดนัก ก่อนจะมาประสบพบพานมันด้วยตัวเอง ฟ้าหลังฝนที่มันสวยงามผมนึกเดาในใจว่าน่าจะเป็นเพราะสายรุ้งที่เกิดขึ้นทุกครั้งหลังฝนตกยิ่งถ้าได้ดูหนังเรื่อง over the rainbow มันก้อจะยิ่งสนับสนุนคำพูดที่ว่าให้มีน้ำหนักขึ้นไปอีก อาจจะเป็นหนังเก่าไปบ้างแต่ถ้ามีโอกาสก้อน่าจะลองๆหาดู กลับมาที่เรื่องฟ้าหลังฝนต่อล่ะกัน ผมว่ามันเอามาใช้ได้กับแง่มุมต่างๆได้เยอะทีเดียวเลย ทั้งเรื่อง การใช้ชีวิต ที่ต้องเจอนู่น เจอนี่ ปัญหา ความทุกข์มากมาย ชวนปวดหัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก้อเปรียบเสมือนอาการป่วยเพราะ ฝนที่มันตกหนักบ้าง เบาบ้าง แต่สุดท้ายมันก้อจะหยุดตกทุกครั้งแต่เราอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย และถึงแม้ว่าฝนจะไม่มีวันหยุดตกแต่ทุกครั้งที่ฝนตกเราก้อจะเห็นรุ้งกินน้ำเสมอล่ะ ดังนั้นผมว่าถ้าเราคิดได้แบบนี้เราก้อจะเข้าใจว่าเมื่อเรารู้สึกป่วยขอเพียงแค่อดทน และสู้มันไปสุดท้ายปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ ก้อจะผ่านไป และทำให้เราแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม เหมือนได้รับภูมิต้านทานที่หาไม่ได้จากโรงพยาบาลแห่งใดในโลก.....

และเมื่อใดที่เรากลับมาป่วยอีกครั้ง ก็เพียงแค่ ฮัมเพลงนี้ไว้ในใจ

" อดทนเวลาที่ฝนพรำอย่างน้อยก้อทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก้อคงสดใสและ ทำให้เราได้เข้าใจว่ามันคุ้มแค่ไหนที่เฝ้ารอ "


edit @ 2005/10/04 04:02:07